อุณหภูมิเศรษฐกิจ

Economics

A+ A A-

เวียตนามออกกฎใหม่..ทำส่งออกรถไทยชะงัก!

Rate this item
(0 votes)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกบทวิเคราะห์ชี้ เวียดนามออกกฎตรวจสอบคุณภาพใหม่...ส่งออกรถไทยชะงักระยะสั้น แต่โดยรวมปี 61 คาดยังโตจากตลาดอื่น 

          ตลาดส่งออกรถยนต์ไปเวียดนามปี 2561 เผชิญแรงกดดันหนักตั้งแต่ต้นปี หลังรัฐบาลเวียดนามออกกฎหมายที่ส่งผลทำให้การนำเข้ารถยนต์ดำเนินการยากมากขึ้น โดย เวียตนามได้การออกกฎหมายมาตราที่ 116 / 2017 / ND-CP ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองรถยนต์นำเข้าจากประเทศผู้ส่งออก และการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศเวียดนามที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 และบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โดยบังคับให้ผู้นำเข้าต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ การนำเข้ารถยนต์ทุกล็อตต้องมีการสุ่มตรวจคุณภาพรถยนต์ก่อนที่จะนำมาวางจำหน่ายในประเทศได้ รถยนต์จะต้องมีการรับประกันตามระยะเวลาที่กำหนด และผู้นำเข้าจะต้องมีศูนย์ซ่อมที่มีมาตรฐานเป็นของตนเองหรือมีการทำสัญญากับศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานอื่นๆ นอกจากนี้ผู้นำเข้ายังต้องได้เอกสารรับรองต่างๆทั้งจากประเทศผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์เข้ามายังเวียดนาม และจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องของเวียดนาม ซึ่งข้อบังคับต่างๆเหล่านี้ส่งผลทำให้การนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามมีความยุ่งยากมากขึ้นในด้านเอกสาร ต้องเสียเวลานานขึ้นในการตรวจสอบคุณภาพก่อนวางจำหน่าย รวมถึงยังต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจคุณภาพและการออกเอกสารกำกับต่างๆอีกด้วย

          จากการออกกฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยไปยังเวียดนาม โดยในเบื้องต้นพบว่ามีบางค่ายรถยนต์ดำเนินการหยุดการผลิตรถยนต์ล็อตที่มีแผนจะส่งออกไปยังเวียดนามเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอความชัดเจนที่มากขึ้นจากทางการเวียดนาม โดย ณ ปัจจุบัน ค่ายรถที่ส่งออกไปยังเวียดนามกำลังพยายามเจรจาเพื่อให้มีการผ่อนปรน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าประเด็นดังกล่าวนี้อาจส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปยังเวียดนามได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 โดยอาจหดตัวลงอย่างรุนแรงจากที่ส่งออกไปกว่า 10,000 คัน ในไตรมาส 1 ปี 2560 โดยเป็นผลจากการระงับแผนการส่งออกรถยนต์ของบางค่ายดังกล่าวเบื้องต้น ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวออกมาตามสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็น 2 สถานการณ์ ดังต่อไปนี้

          O กรณีผลกระทบอยู่ในขอบเขตจำกัด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า หากการเจรจาระหว่างค่ายรถและรัฐบาลเวียดนามลงตัวทำให้การส่งออกสามารถดำเนินการได้ตามปกติภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดทั้งปี 2561 ไทยน่าจะสามารถส่งออกรถยนต์ไปยังเวียดนามได้ 31,000 ถึง 34,000 คัน หรือหดตัวกว่าร้อยละ 6 ถึง ขยายตัวกว่าร้อยละ 3 จากปี 2560 ที่คาดว่าจะส่งออกไปได้ 33,000 คัน โดยการส่งออกรถยนต์จะขยับขึ้นหลังจากไตรมาส 1 อันเนื่องมาจากผลของอุปสงค์ของผู้ซื้อที่ไม่สามารถซื้อรถได้ในช่วงดังกล่าว

          O กรณีผลกระทบรุนแรง โดยหากเกิดกรณีที่การเจรจาระหว่างค่ายรถและรัฐบาลเวียดนามในประเด็นกฎหมายดังกล่าวยืดเยื้อไม่สามารถจบลงได้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าน่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อการส่งออกรถยนต์ไทยไปเวียดนามในปี 2561 นี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลกระทบของกฎหมายดังกล่าวส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์ของหลายประเทศในวงกว้าง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลเวียดนามจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากรัฐบาลของหลายประเทศด้วยนอกเหนือจากค่ายรถแล้ว และในท้ายที่สุดน่าจะต้องเกิดการเจรจาแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดระหว่างกัน ซึ่งทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะได้ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าของการเจรจาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป

          อนึ่ง นอกเหนือจากกฎหมายมาตราที่ 116 / 2017 / ND-CP แล้ว การส่งออกรถยนต์ของไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะรถปิกอัพด้วย เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถปิกอัพ ซึ่งถ้าหากแนวคิดดังกล่าวผ่านการอนุมัติและนำขึ้นมาบังคับใช้ ทำให้จากเดิมที่รถปิกอัพต้องเสียภาษีสรรพสามิตที่ร้อยละ 15 สำหรับความจุต่ำกว่า 2,500 ซีซี ร้อยละ 20 สำหรับความจุระหว่าง 2,500 ถึง 3,000 ซีซี และร้อยละ 25 สำหรับความจุมากกว่า 3,000 ซีซี ไปเป็นที่ระดับเท่ากับอัตราส่วนร้อยละ 60 ของรถยนต์นั่งขนาดความจุเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันรถยนต์นั่งขนาดดังกล่าวต้องเสียภาษีสรรพสามิตในช่วงระหว่างร้อยละ 55 ถึงร้อยละ 90 น่าจะส่งผลให้ราคาขายรถปิกอัพในเวียดนามปรับเพิ่มขึ้น ทำให้แรงจูงใจในการซื้อรถปิกอัพลดลง โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกปิกอัพหลักของเวียดนาม ซึ่งในปี 2560 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าไทยน่าจะส่งออกรถปิกอัพไปเวียดนามสูงถึงมากกว่า 24,000 คัน คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 70 ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมดของไทยไปเวียดนาม

          อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวนี้รัฐบาลเวียดนามอาจต้องพิจารณาถึงผลกระทบอีกมาก ซึ่งแม้ว่าการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถปิกอัพ อาจช่วยกระตุ้นการผลิตรถยนต์นั่งที่มีอยู่แล้วเป็นหลักในประเทศเวียดนาม เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อรถตามวัตถุประสงค์การใช้งานจริงมากขึ้น ทว่าต้นทุนการซื้อรถปิกอัพที่เพิ่มขึ้นนี้จะกลายไปเป็นต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจและการเกษตรที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งภาคธุรกิจและการเกษตรของเวียดนามเองในปัจจุบันยังต้องพึ่งพิงรถปิกอัพที่นำเข้าจากไทยเป็นหลักอยู่ ทำให้ผลที่ได้รับอาจไม่คุ้มเสีย

          ในระยะถัดไป หากแม้ว่าการส่งออกรถยนต์จากไทยไปเวียดนามจะยังคงเดินหน้า ทว่าไทยยังอาจต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากกฎหมายอื่นๆที่เวียดนามอาจจะประกาศออกมาในระยะต่อไปได้ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทย ดังเช่น กฎหมายมาตราที่ 125 / 2017 / ND-CP ของเวียดนาม ซึ่งเกี่ยวกับการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วน CKD สำหรับประกอบรถยนต์ให้เหลือร้อยละ 0 ที่มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมกิจกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศของเวียดนามให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อในอดีตภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์เป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการประกอบรถยนต์ในประเทศเวียดนามสูงกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนค่อนข้างมาก และแม้ว่า ณ ขณะปัจจุบันเนื่องจากข้อบังคับที่กำหนดในรายละเอียดของกฎหมาย ทำให้ค่ายรถยนต์โดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่นและตะวันตกที่มีฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่อยู่ในประเทศอื่นในอาเซียน และสามารถส่งออกรถยนต์เข้ามาขายยังเวียดนามได้อยู่แล้ว ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นหากผลการเจรจาต่อรองระหว่างค่ายรถกับทางรัฐบาลเวียดนามเป็นผลดีเอื้อต่อการดำเนินการประกอบรถยนต์ในประเทศ ก็อาจทำให้การประกอบรถยนต์ในประเทศเวียดนามกลับมาเพิ่มปริมาณขึ้น เนื่องจากราคารถที่ประกอบในประเทศลดลงทำให้สามารถแข่งขันด้านราคากับรถยนต์นำเข้าได้มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลเวียดนามต้องการให้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากฝั่งรถยนต์นำเข้าจากอาเซียนที่ลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผลของกฎหมายมาตราที่ 125 / 2017 / ND-CP ในระยะยาวต่อการตัดสินใจเพิ่มการลงทุนของค่ายรถในเวียดนามจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ของกฎหมายมาตราที่ 116 / 2017 / ND-CP ว่าด้วยความเข้มงวดของการตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถึงก่อนหน้าด้วยว่าจะทำให้การนำเข้ารถยนต์จากประเทศอื่นๆในอาเซียนสามารถทำได้สะดวก และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากหากผลออกมาพบการนำเข้าจากประเทศในอาเซียนมีต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่างๆในการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนามแล้ว ค่ายรถอาจตัดสินใจผลิตในประเทศอาเซียนซึ่งได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าแล้วนำเข้ามาในเวียดนามดังแผนเดิมที่วางไว้ก่อนหน้า ทว่าหากพบว่าการลงทุนผลิตในเวียดนามให้ผลตอบแทนโดยเปรียบเทียบในทุกแง่มุมแล้วสูงกว่า ค่ายรถอาจหันมาใช้การนำเข้าชิ้นส่วน CKD จากประเทศในอาเซียนไปประกอบและขายในเวียดนามแทน ซึ่งจะส่งผลให้การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ณ ขณะปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าสำหรับค่ายรถญี่ปุ่นและตะวันตกที่มีฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ในไทยและประเทศอื่นในอาเซียนอยู่แล้ว จะเลือกใช้การพยายามเจรจาต่อรองและใช้ข้อกฎหมายต่างๆเพื่อเรียกร้องให้เวียดนามลดข้อจำกัดต่างๆในการนำเข้ารถยนต์ลงก่อน ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุด

อนึ่ง แม้ตลาดเวียดนามจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวข้างต้น แต่สำหรับตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยโดยรวมแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมีมุมมองทางบวกอยู่พอสมควร หลังสถานการณ์ต่างๆเป็นบวกมากขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2560 โดยเฉพาะปัจจัยบวกจากการที่ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวดีขึ้น สภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ประเทศผู้นำเข้ารถยนต์ต่างเริ่มกลับมานำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งทิศทางดังกล่าวนี้มีแนวโน้มต่อเนื่องมาสู่ปี 2561 ด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันการส่งออกตลอดปีนี้

นอกจากนี้ ในปี 2561 ค่ายรถบางค่ายยังมีแผนที่จะลงทุนผลิตรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในรุ่นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และมีแผนที่จะส่งออกรถยนต์รุ่นดังกล่าวออกไปตลาดโลกด้วย เช่น รถยนต์ไฮบริด ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ความต้องการรถยนต์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีความต้องการซื้อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น อันน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกรถยนต์ชับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของไทย

 อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยอย่างต่อเนื่อง อาจกลายมาเป็นปัจจัยลบหนึ่งที่จะเข้ามากดดันการส่งออกของไทยได้

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าถึงแม้จะมีปัจจัยลบที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทว่าปัจจัยบวกอันหลากหลาย น่าจะช่วยผลักดันให้การส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2561 ขยายตัวได้กว่าร้อยละ 2 ถึง 4 หรือคิดเป็นจำนวนรถยนต์ส่งออกไปต่างประเทศ 1,160,000 ถึง 1,190,000 คัน เพิ่มขึ้นจากที่ส่งออกรถยนต์ได้ 1,139,696 คัน ในปี 2560 หรือหดตัวร้อยละ 4.1 จากปี 2559 โดยตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยที่คาดว่าจะเติบโตได้ในปี 2561 ได้แก่ ตลาดโอเชียเนีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ารถปิกอัพ ซึ่งปิกอัพไทยสามารถทำตลาดได้ดีเหนือคู่แข่งประเทศอื่นโดยถือครองส่วนแบ่งในตลาดสูงถึงมากกว่าร้อยละ 75 นอกจากนี้ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ก็ยังเป็นอีกตลาดที่มีโอกาสขยายตัวได้ โดยไทยยังคงมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆนำเสนอเข้าสู่ตลาดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งหดตัวรุนแรงในปีที่ผ่านมา คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวหลังจากปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับดีขึ้น และปัญหาเรื่องการบริหารสต๊อกรถยนต์กลับมาดีขึ้นแล้ว รวมถึงประเทศผู้นำเข้ารถยนต์หลักของไทยในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียได้ออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้หญิงสามารถซื้อและขับรถยนต์ได้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกไปตะวันออกกลางได้มากขึ้น

 

ทรงเกียรติ ชาติวัฒนานนท์

สื่อมวลชนและนักจัดรายการวิทยุด้านเศรษฐกิจที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงข่าวเศรษฐกิจ เป็นเวลานาน จะมารายงานและวิเคราะห์สถานะการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์และรายการวิทยุ "อุณหภูมิเศรษฐกิจ" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-9.00 น. สถานีวิทยุ FM102

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated.Basic HTML code is allowed.

Thailand Stock Index

ข้อมูลล่าช้า 15 นาที 15/12/2561 เวลา 00:30:08
  ปริมาณ (สัญญา) สถานะคงค้าง*
รวมทั้งตลาด 11,604 2,842,620
Futures 11,604 2,782,661
SET50 Index - 323,225
Sector Index - -
Single Stock - 2,398,050
Precious Metal 11,583 36,631
- GF10 9,730 31,663
- GF50 491 3,162
- Gold Online 1,362 1,806
Deferred Precious Metal 21 68
- GOLD-D 21 68
Currency - 24,607
Interest Rate - -
Agriculture - 80
Options - 59,959
SET50 Index (Call) - 34,639
SET50 Index (Put) - 25,320
Put/Call - 0.73
* Day Session: สถานะคงค้าง ณ Night Session ของวันก่อนหน้า
   Night Session: สถานะคงค้าง ณ Afternoon Session ของวันปัจจุบัน
SET50 Index Futures
สถานะคงค้างณ วันที่ -
ปริมาณ (สัญญา) -
สรุปมูลค่าการซื้อขายสิ้นวัน
All Futures
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 92,424 78,699 +13,725
ต่างชาติ 59,291 61,691 -2,400
ในประเทศ 150,276 161,601 -11,325
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
SET50 Index
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 43,565 42,954 +611
ต่างชาติ 51,698 51,990 -292
ในประเทศ 106,809 107,128 -319
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Sector Index
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Single Stock
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 39,077 23,860 +15,217
ต่างชาติ 6,393 7,800 -1,407
ในประเทศ 29,879 43,689 -13,810
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Precious Metal
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 3,621 5,874 -2,253
ต่างชาติ 1,183 1,901 -718
ในประเทศ 7,177 4,206 +2,971
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Deferred Precious Metal
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 21 24 -3
ต่างชาติ 2 - +2
ในประเทศ 23 22 +1
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Currency
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 5,996 5,843 +153
ต่างชาติ 15 - +15
ในประเทศ 6,388 6,556 -168
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Interest Rate
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Agriculture
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 144 144 -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Call
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 153 554 -401
ต่างชาติ 113 - +113
ในประเทศ 3,246 2,958 +288
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Put
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 344 398 -54
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 2,364 2,310 +54
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ

ข้อมูลล่าช้า 15 นาที 15/12/2561 เวลา 00:30:08
  ปริมาณ (สัญญา) สถานะคงค้าง*
รวมทั้งตลาด 11,604 2,842,620
Futures 11,604 2,782,661
SET50 Index - 323,225
Sector Index - -
Single Stock - 2,398,050
Precious Metal 11,583 36,631
- GF10 9,730 31,663
- GF50 491 3,162
- Gold Online 1,362 1,806
Deferred Precious Metal 21 68
- GOLD-D 21 68
Currency - 24,607
Interest Rate - -
Agriculture - 80
Options - 59,959
SET50 Index (Call) - 34,639
SET50 Index (Put) - 25,320
Put/Call - 0.73
* Day Session: สถานะคงค้าง ณ Night Session ของวันก่อนหน้า
   Night Session: สถานะคงค้าง ณ Afternoon Session ของวันปัจจุบัน
SET50 Index Futures
สถานะคงค้างณ วันที่ -
ปริมาณ (สัญญา) -
สรุปมูลค่าการซื้อขายสิ้นวัน
All Futures
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 92,424 78,699 +13,725
ต่างชาติ 59,291 61,691 -2,400
ในประเทศ 150,276 161,601 -11,325
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
SET50 Index
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 43,565 42,954 +611
ต่างชาติ 51,698 51,990 -292
ในประเทศ 106,809 107,128 -319
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Sector Index
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Single Stock
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 39,077 23,860 +15,217
ต่างชาติ 6,393 7,800 -1,407
ในประเทศ 29,879 43,689 -13,810
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Precious Metal
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 3,621 5,874 -2,253
ต่างชาติ 1,183 1,901 -718
ในประเทศ 7,177 4,206 +2,971
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Deferred Precious Metal
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 21 24 -3
ต่างชาติ 2 - +2
ในประเทศ 23 22 +1
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Currency
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 5,996 5,843 +153
ต่างชาติ 15 - +15
ในประเทศ 6,388 6,556 -168
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Interest Rate
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Agriculture
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 144 144 -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Call
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 153 554 -401
ต่างชาติ 113 - +113
ในประเทศ 3,246 2,958 +288
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Put
ณ วันที่ 14/12/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 344 398 -54
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 2,364 2,310 +54
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2549 ข้อมูลภายในเว็บไซต์ www.biztempnews.com

Register

User Registration