อุณหภูมิเศรษฐกิจ

Economics

A+ A A-

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนส่อปะทุ

Rate this item
(0 votes)

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ชี้ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนส่อแววปะทุ หลังสหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน และมีแนวโน้มที่จีนจะเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯในสินค้ากว่า 128 รายการ 

          เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามใน presidential memorandum มีคำสั่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative: USTR) พิจารณาเก็บภาษีนำเข้า (import tariff) ที่อัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ารวมราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าราว 2.5% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ หรือ 11.4%ของการนำเข้าจากจีนในปี 2017 ทั้งนี้ USTR จะต้องนำเสนอรายชื่อสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีภายใน 15 วันหลังจากนี้

          คำสั่งดังกล่าวเป็นผลมาจากการตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีน ตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1947) ที่ได้เริ่มตรวจสอบมาตั้งแต่ 18สิงหาคม 2017 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบดังกล่าว USTR ระบุว่าทางการจีนได้มีพฤติกรรมและมีนโยบายที่ก่อให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ให้กับจีนและก่อให้เกิดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลเสียต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยพฤติกรรมดังกล่าวได้แก่ 1) การบังคับใช้ข้อจำกัดในการลงทุนซึ่งกดดันให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีเพื่อแลกกับการเข้าไปลงทุนในจีน 2) การเลือกปฏิบัติในการออกใบอนุญาตอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อกดดันให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยี 3) ทางการจีนสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การครอบครองเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา และ 4) ทางการจีนสนับสนุนการบุกรุกทางไซเบอร์ (cyber intrusion) เพื่อเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งมีข้อมูลความลับทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล

          อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าสินค้าเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีมากที่สุด จากรายงานเบื้องต้นของ USTR ระบุว่าสินค้าที่อาจถูกเสนอให้เก็บภาษี ได้แก่ อากาศยาน สินค้า
ไอทีและการสื่อสาร
 (information and communication technology) และเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่ารายการสินค้าที่จะถูกเปิดเผยในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้อาจมีมากกว่าที่ระบุในรายงานดังกล่าว โดยอีไอซีมองว่าสินค้าเทคโนโลยี อาทิ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นหมวดที่มีความเสี่ยงจะอยู่ในรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษีมากที่สุด เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ มีการขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุดมูลค่าสูงราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2017 และยังเป็นสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนตามนโยบาย Made in China 2025 นอกจากนี้ สินค้าที่มีการขาดดุลสูงรองจากหมวดดังกล่าว ได้แก่ เครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น เป็นต้น ทั้งนี้ หากมูลค่าสินค้าที่ถูกเก็บภาษีมีมูลค่าไม่เกินหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์ประกาศก็มีแนวโน้มว่าจะมีสินค้าไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่จะถูกเก็บภาษี

          นอกเหนือจากการเก็บภาษีนำเข้า สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มออกมาตรการจำกัดการลงทุนของจีน โดยทรัมป์ยังได้มอบหมายกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ (Treasury Department) พิจารณาออกมาตรการควบคุมการลงทุนจากจีนภายใน 60 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการลงทุนและการเข้าซื้อบริษัทสหรัฐฯ จากจีนที่ทำให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีหรือการได้ครอบครองเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ โดยอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงถูกจำกัดการลงทุนโดยสหรัฐฯ คืออุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนตามนโยบาย Made in China 2025 ที่ต้องการทดแทนสินค้านำเข้าจากต่างประเทศด้วยการผลิตเองในจีนซึ่งอาจต้องนำเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ อาทิ สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง สินค้าพลังงานทดแทน สินค้าด้านสุขภาพสมัยใหม่ และชิ้นส่วนอากาศยาน เป็นต้น

          เบื้องต้น ทางการจีนออกมาตอบโต้ เล็งเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กว่า 128 รายการ มีมูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มถูกเก็บภาษีได้แก่ ท่อเหล็ก ผลไม้ และไวน์ที่อัตรา 15% และเนื้อหมูและอลูมิเนียมรีไซเคิลที่อัตรา 25%

          อีไอซีมองทางการจีนสามารถเลือกใช้มาตรการเพื่อตอบโต้นโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ได้หลากหลาย โดยสามารถสรุปออกมาได้ 3 ทางเลือกตามระดับความตึงเครียดและความรุนแรงของผลของทางเลือก ซึ่งจะนำไปสู่สงครามการค้าได้ทั้งสิ้น ดังนี้

หนึ่ง การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และการให้สิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุนกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยยกเว้นไม่ให้สหรัฐฯ ได้รับประโยชน์ สำหรับแผนการขึ้นภาษีนำเข้า ณ ตอนนี้ จีนยังคงเลือกใช้การขึ้นภาษีเฉพาะรายหมวดและผลิตภัณฑ์ (product-specific) เช่น สินค้าหมวดเกษตรของสหรัฐฯ มากกว่าการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทจากสหรัฐฯ (across the board) และยังคงจำกัดอยู่เฉพาะการตอบโต้ด้วยมาตรการทางภาษี (tariff measure) อยู่ ในอีกด้านจีนสามารถเลือกให้สิทธิประโยชน์ทางการค้ากับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐฯ เช่น สหภาพยุโรป เป็นต้น เพื่อสร้างพันธมิตรและความสัมพันธ์เพื่อต่อรองกับสหรัฐฯ รวมถึงการจำกัดสิทธิผลประโยชน์ที่จะให้กับสหรัฐฯ ได้ อาทิ การลดภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มเติมและเพิ่มปริมาณนำเข้าจากประเทศพันธมิตรแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมไปถึงการเปิดเสรีภาคบริการในหลายด้าน เช่น ภาคการเงิน การศึกษา สุขภาพ ที่อาจปิดกั้นไม่ให้บริษัทสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดผู้บริโภคชาวจีนได้ เป็นต้น

สอง การจำกัดขอบเขตรวมถึงสร้างความยากลำบากต่อธุรกิจสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจในจีน รวมถึงลดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯตัวอย่างธุรกิจ เช่น บริษัท General Motors ที่มีกิจการร่วมค้า (joint venture) และทำตลาดอยู่ในจีนที่แม้จะมียอดขายรถทั่วโลกในไตรมาส 4 ปี 2017 ลดลง แต่กลับมียอดขายเฉพาะในจีนที่เพิ่มขึ้น บริษัทและธุรกิจสหรัฐฯ ในหลายๆ อุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในจีนอาจตกอยู่ในภาวะลำบาก หากสถานการณ์สงครามการค้าตึงเครียดขึ้นถึงขั้นจีนเริ่มใช้มาตรการกำจัดสิทธิ์ รวมไปถึงการรณรงค์ต่อต้านการเดินทางเข้าสหรัฐฯ จากทางการจีน นักท่องเที่ยวจีนซึ่งมียอดค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จในการท่องเที่ยวรวมมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี จะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจในสหรัฐฯ ได้โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวหากทางการจีนเริ่มรณรงค์ต่อต้านสหรัฐฯ ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกันกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มาแล้วในอดีต เหล่านี้นับว่าเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff measure) ที่ทางการจีนเลือกใช้ได้

สาม การลดการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทางการจีนสามารถตอบโต้มาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ ทางอ้อมได้โดยสร้างแรงกระเพื่อมผ่านตลาดการเงินได้โดยการเทขายสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปและหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพันธมิตรอื่นแทน เพื่อสร้างแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ให้เร่งตัวสูงเร็วขึ้น สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในการกู้ยืมในอนาคตจากภาระดอกเบี้ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หน่วยงาน Treasury International Capital (TIC) รายงานว่า จีนได้ถือตราสารหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกเพื่อใช้ระดมทุน (US treasuries) รวมมูลค่ากว่า 1.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ เดือนธ.ค. 2017 ซึ่งการเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยทางการจีนหากกระทำโดยฉับพลันและขายพันธบัตรออกมาจำนวนมากอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ ได้สูง

ตลาดการเงินตอบสนองรุนแรง ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดสงครามการค้า (Trade War)ภายหลังการลงนามของทรัมป์และการออกมาประกาศเตรียมพร้อมตอบโต้ของจีน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดลดลงจากวันก่อนหน้า โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 2.5% ดัชนีNasdaq ลดลง 2.4% และดัชนี Dow Jones ลดลง 2.9% นอกจากนี้ ดัชนี VIX index ซึ่งสะท้อนความผันผวนของตลาดการเงินก็ปรับสูงขึ้นกว่า 5.5 จุดไปอยู่ที่ระดับ 23.5นอกจากนี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงเช้าวันนี้ สวนทางกับค่าเงินเยนซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ที่แข็งค่าขึ้นถึงระดับต่ำสุดในรอบกว่า17 เดือน

อีไอซีมองการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ในรอบนี้มีเหตุผลเชิงนัยทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์ต้องการที่จะลดการขาดดุลการค้ากับจีนให้ได้มากที่สุดเพราะจีนมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุดซึ่งเป็นมูลค่าราว 3.7 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2017 จึงใช้เหตุผลการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการขาดดุลสูงเป็นข้อต่อรองกับจีน ในขณะที่เหตุผลด้านการเมืองมีเหตุปัจจัยทั้งภายในและนอกสหรัฐฯ โดยเหตุปัจจัยภายในสหรัฐฯ ทรัมป์ได้วางแผนขึ้นภาษีนำเข้าต่อจีนเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ตอนช่วงหาเสียงในปี 2016 รวมถึงต้องการรักษาฐานเสียงของตนก่อนการเลือกตั้งกลางปี (mid-term election) ช่วงเดือน พ.ย. 2018 ปีนี้ นอกจากนี้ ยังมองเป็นเกมการเมืองระหว่างชาติมหาอำนาจได้ เนื่องจากการขึ้นภาษีนำเข้ารอบนี้เจาะจงเฉพาะสินค้าจีนโดยตรง และทรัมป์ยังกล่าวว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและยังมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมได้อีกในอนาคต ทั้งที่นโยบาย safeguard tariff ของสหรัฐฯ ก่อนหน้า อาทิ การเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม ท้ายสุดแล้วสหรัฐฯ ก็ได้มีการพิจารณาผ่อนผันลงโดยยกเว้นภาษีให้สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย บราซิล อาร์เจนตินา และเกาหลีใต้ได้ชั่วคราว เหล่านี้มองได้ว่าทรัมป์พยายามสร้างสมดุลให้กับการเมืองภายในเพื่อรักษาฐานคะแนนของตน พร้อมกับพยายามรักษาพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศเดิม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เม็กซิโก เป็นต้น เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกดดันจีนในสงครามการค้าและจิตวิทยาได้อย่างสมดุล

สินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และจีน อาจได้รับผลกระทบหากมีการเก็บภาษีสินค้าจากจีน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตและจีนได้ส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ เป็นสินค้าขั้นสุดท้าย ซึ่งอีไอซีพบว่าสินค้าที่มีสัดส่วนสำคัญของการส่งออกไทย อยู่ในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว และมีความเสี่ยงจะถูกเก็บภาษี ได้แก่ 1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ แผงวงจรไฟฟ้ากล้องถ่ายรูป, LCD, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์,และ CPU (มีสัดส่วนรวม 23% ของการส่งออกจากไทยไปจีนทั้งหมด) ซึ่งจีนใช้สินค้าดังกล่าวในผลิตโทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และ CPU เพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ และ 2)พลาสติกขั้นพื้นฐาน (สัดส่วน 10% ของการส่งออกจากไทยไปจีนทั้งหมดซึ่งเป็นสินค้าที่ทางจีนใช้ผลิตของเล่นและผลิตภัณฑ์พลาสติกไปยังสหรัฐฯ  ทั้งนี้ จีนอาจนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากไทยน้อยลงเนื่องจากจีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้น้อยลง

อย่างไรก็ตาม ไทยอาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแผนการลงทุนของจีน และหากสหรัฐฯ นำเข้าจากไทยมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่มีรายละเอียดสินค้าที่จะถูกเก็บภาษี ทางทำเนียบขาวระบุว่าจะพยายามจำกัดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้บริโภคสหรัฐฯ โดยตรงให้น้อยที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มว่าทางสหรัฐฯ จะเลือกเก็บภาษีในสินค้าที่สามารถนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนได้ ทำให้สินค้าจากไทยบางชนิดอาจส่งออกไปสหรัฐฯ ได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไทยมีการส่งไปสหรัฐฯ อยู่มีมูลค่ารวมกว่า 48% ของการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด นอกจากนี้ การเล็งเก็บภาษีจากจีนเพียงประเทศเดียวก็อาจทำให้บริษัทจีนพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนโดยอาจขยายกำลังการผลิตไปในประเทศอื่นแทนได้ ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่จีนอาจเข้ามาลงทุนเพิ่มเพื่อผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ และท้ายที่สุดแล้วก็จะทำให้ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

จับตาต่อเนื่องถึงรายละเอียดการเก็บภาษีที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงผ่อนผันได้ในอนาคต จากการที่ทาง USTR จะประกาศรายชื่อสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ก็ยังมีความเป็นไปว่ารายชื่อดังกล่าวอาจถูกเปลี่ยนแปลงได้หลังจากนั้น เนื่องจากทางสหรัฐฯ ยังให้เวลารับฟังความเห็นจากประชาชนอีก 30 วันหลังจากรายชื่อสินค้าถูกเปิดเผย เพื่อที่จะทำการทบทวนและออกมาตรการเก็บภาษีอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าภาคเอกชนในสหรัฐฯ จะเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงในสินค้าที่จะกระทบต่อธุรกิจรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจากับทางการจีนเพื่อลดความรุนแรงของมาตรการลง

ทรงเกียรติ ชาติวัฒนานนท์

สื่อมวลชนและนักจัดรายการวิทยุด้านเศรษฐกิจที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงข่าวเศรษฐกิจ เป็นเวลานาน จะมารายงานและวิเคราะห์สถานะการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์และรายการวิทยุ "อุณหภูมิเศรษฐกิจ" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-9.00 น. สถานีวิทยุ FM102

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated.Basic HTML code is allowed.

Thailand Stock Index

ข้อมูลล่าช้า 15 นาที 24/10/2561 เวลา 12:51:17
  ปริมาณ (สัญญา) สถานะคงค้าง*
รวมทั้งตลาด 175,845 2,928,318
Futures 171,904 2,889,978
SET50 Index 87,541 300,168
Sector Index - -
Single Stock 72,055 2,517,994
Precious Metal 10,938 49,937
- GF10 10,499 45,851
- GF50 439 4,086
Deferred Precious Metal 170 463
- GOLD-D 170 463
Currency 1,138 21,226
Interest Rate - -
Agriculture 62 190
Options 3,941 38,340
SET50 Index (Call) 2,008 19,580
SET50 Index (Put) 1,933 18,760
Put/Call 0.96 0.96
* Day Session: สถานะคงค้าง ณ Night Session ของวันก่อนหน้า
   Night Session: สถานะคงค้าง ณ Afternoon Session ของวันปัจจุบัน
SET50 Index Futures
S50V18 1,084.60 -8.30
S50X18 1,085.40 -9.20
S50Z18 1,081.10 -11.20
S50H19 1,079.30 -11.20
S50M19 1,075.30 -11.40
S50U19 1,072.30 -11.20
สถานะคงค้างณ วันที่ 300,168
ปริมาณ (สัญญา) 87,541
สรุปมูลค่าการซื้อขายสิ้นวัน
All Futures
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 139,073 84,762 +54,311
ต่างชาติ 33,951 40,167 -6,216
ในประเทศ 138,238 186,333 -48,095
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
SET50 Index
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 44,566 42,370 +2,196
ต่างชาติ 28,418 31,298 -2,880
ในประเทศ 94,795 94,111 +684
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Sector Index
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Single Stock
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 87,908 36,394 +51,514
ต่างชาติ 4,013 8,066 -4,053
ในประเทศ 38,618 86,079 -47,461
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Precious Metal
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 4,374 4,235 +139
ต่างชาติ 1,515 803 +712
ในประเทศ 2,450 3,301 -851
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Deferred Precious Metal
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 18 13 +5
ต่างชาติ 5 - +5
ในประเทศ 8 18 -10
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Currency
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 1,995 1,538 +457
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 2,359 2,816 -457
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Interest Rate
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Agriculture
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 212 212 -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 8 8 -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Call
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 318 333 -15
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 2,111 2,096 +15
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Put
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 336 215 +121
ต่างชาติ 91 1 +90
ในประเทศ 974 1,185 -211
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ

ข้อมูลล่าช้า 15 นาที 24/10/2561 เวลา 12:51:17
  ปริมาณ (สัญญา) สถานะคงค้าง*
รวมทั้งตลาด 175,845 2,928,318
Futures 171,904 2,889,978
SET50 Index 87,541 300,168
Sector Index - -
Single Stock 72,055 2,517,994
Precious Metal 10,938 49,937
- GF10 10,499 45,851
- GF50 439 4,086
Deferred Precious Metal 170 463
- GOLD-D 170 463
Currency 1,138 21,226
Interest Rate - -
Agriculture 62 190
Options 3,941 38,340
SET50 Index (Call) 2,008 19,580
SET50 Index (Put) 1,933 18,760
Put/Call 0.96 0.96
* Day Session: สถานะคงค้าง ณ Night Session ของวันก่อนหน้า
   Night Session: สถานะคงค้าง ณ Afternoon Session ของวันปัจจุบัน
SET50 Index Futures
S50V18 1,084.60 -8.30
S50X18 1,085.40 -9.20
S50Z18 1,081.10 -11.20
S50H19 1,079.30 -11.20
S50M19 1,075.30 -11.40
S50U19 1,072.30 -11.20
สถานะคงค้างณ วันที่ 300,168
ปริมาณ (สัญญา) 87,541
สรุปมูลค่าการซื้อขายสิ้นวัน
All Futures
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 139,073 84,762 +54,311
ต่างชาติ 33,951 40,167 -6,216
ในประเทศ 138,238 186,333 -48,095
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
SET50 Index
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 44,566 42,370 +2,196
ต่างชาติ 28,418 31,298 -2,880
ในประเทศ 94,795 94,111 +684
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Sector Index
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Single Stock
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 87,908 36,394 +51,514
ต่างชาติ 4,013 8,066 -4,053
ในประเทศ 38,618 86,079 -47,461
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Precious Metal
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 4,374 4,235 +139
ต่างชาติ 1,515 803 +712
ในประเทศ 2,450 3,301 -851
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Deferred Precious Metal
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 18 13 +5
ต่างชาติ 5 - +5
ในประเทศ 8 18 -10
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Currency
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 1,995 1,538 +457
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 2,359 2,816 -457
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Interest Rate
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน - - -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ - - -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Agriculture
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 212 212 -
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 8 8 -
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Call
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 318 333 -15
ต่างชาติ - - -
ในประเทศ 2,111 2,096 +15
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ
Options Put
ณ วันที่ 22/10/61 หน่วย: จำนวนสัญญา
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 336 215 +121
ต่างชาติ 91 1 +90
ในประเทศ 974 1,185 -211
- ข้อมูล ณ เวลา 18.10 น. เป็นข้อมูลเบื้องต้น
- ข้อมูล ณ เวลา 20.30 น. เป็นข้อมูลทางการ

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2549 ข้อมูลภายในเว็บไซต์ www.biztempnews.com

Register

User Registration